ต้นน้ำแห่งวัฒนธรรม
อารยธรรมยิ่งใหญ่มากมายถือกำเนิดขึ้นตามที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำต่างๆ
ของโลกเมืองน่านเองถึงแม้จะเป็นเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นบนลุ่มแม่น้ำสายเล็กๆ
แต่ก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน
และมีวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่ผูกพันกับสายน้ำอันเป็นสายเลือดหลักของเมืองที่หล่อหลอมผู้คนต่างเชื้อชาติ
ต่างวัฒนธรรมในอดีตให้อยู่ร่วมกัน
ลำน้ำน่านจึงไม่ได้มีสถานะเป็นแค่เพียงองค์ประกอบหนึ่งของเมือง
หรือมีประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม
ประเพณีของคนเมืองน่าน ที่ได้ถูกสร้างสรรค์พัฒนาจนกลายเป็นสิ่งที่แสดง
ถึงอัตลักษณ์ของผู้คนอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายนี้ ตัวอย่างเช่น
ศิลปะการร่ายรำที่โดดเด่น และถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่านที่มีชื่อว่า
ฟ้อนล่องน่าน
ซึ่งแค่เพียงได้ยินชื่อก็สามารถรับรู้ได้ว่าเป็นศิลปะการร่ายรำที่เกี่ยวพันกับสายน้ำน่านแห่งนี้
ฟ้อนล่องน่าน เป็นศิลปะการรำที่อ่อนช้อยงดงามที่เกิดขึ้นจากการล่องเรืออพยพโยกย้ายบ้านเมืองมาตามลำน้ำน่านผ่านป่าเขาลำเนาไพร
เกิดเป็นศิลปะการร่ายรำที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความเชื่อ
และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่นำมาเล่าผ่านท่วงท่าการร่ายรำอันอ่อนช้อย ดังเช่น
ท่าไหว้ที่มักใช้เป็นท่าแรกของการร่ายรำต่างๆ
ซึ่งนอกจากจะเป็นการรำลึกถึงครูผู้สอนการรำแล้ว
ยังแสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย ในขณะที่เริ่มทำกิจกรรมใดๆ
ท่าพระแม่ธรณีลูบผมเป็นท่าทางการรำที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชาวล้านนา
ว่าพระแม่ธรณีนั้นสถิตอยู่ทุกแห่งหนบนผืนแผ่นดินการจะประกอบกิจการใดๆ
ต้องมีการขอขมาพระแม่ธรณีก่อนเสมอ
ท่าเก็บบัวถวายพระก็เป็นท่าที่แสดงให้เห็นถึงวิถีของชาวพุทธที่มีการเก็บดอกบัวไปถวายเป็นพุทธบูชา
ท่าโบกโบยเทวดาก็มีที่มาจากความเชื่อเรื่องของการขอพรเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้การเดินทางราบรื่นปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีการนำเอากิริยาอันเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงมาประยุกต์เป็นท่ารำด้วย
เช่น ท่าเกลียวเกล้ามาลาแปลง
ที่ดัดแปลงมาจากท่าทางการเกล้ามวยผมของผู้หญิงในสมัยก่อน
ท่าบังวันซึ่งเป็นท่าที่ใช้มือบังแสงแดดที่ส่องเข้าตายามออกจากกำบังแดดของเรือเพื่อมาชมความงดงามของสายน้ำส่วนท่ารำอื่นๆ
ที่เหลือนั้นมาจากการนำสิ่งพบเห็นในขณะล่องเรือมาดัดแปลงเป็นท่ารำ
เช่นท่าปลาเลี้ยมหาด
มาจากการพบเห็นปลาว่ายทวนน้ำไปยังหาดที่เป็นบริเวณน้ำตื้นทำให้เกล็ดของปลาสะท้อนกับแสงแดดเห็นเป็นประกายระยิบระยับต่อด้วยท่ากาตากปีกที่มีจินตนาการต่อจากท่าปลาเลี้ยมหาด
คือ เมื่อนกกาเห็นปลาเลี้ยมหาดก็จะบินมาจิกกินปลาในน้ำทำให้นกนั้นตัวเปียก
จึงมีการบินวนไปมาเพื่อตากปีก
หรือท่าผาลาดซึ่งเป็นการรำที่เลียนแบบกิริยาท่าทางการเดินทางผ่านภูเขา
และหน้าผาที่มีความลาดชัน จะเห็นว่าท่าทางการรำเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตในอดีตที่ผูกพันกับสายน้ำน่านซึ่งนอกจากท่าทางการรำที่มีความหมายแล้ว
ฟ้อนล่องน่านยังมีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์
โดยผู้รำจะสวมใส่ผ้าซิ่นม่านใส่เสื้อแขนกระบอก มีผ้าสไบเป็นผ้าทอมือของเมืองน่าน
ผมเกล้ามวยทัดด้วยดอกไม้ไหวที่ทำมาจากเงิน มีการใส่กำไลมือ และเท้า
เพื่อให้เกิดเสียงที่เป็นจังหวะตามท่าทางการเคลื่อนไหว
ซึ่งทำให้ฟ้อนล่องน่านมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตราตรึงใจและเป็นที่จดจำง่ายแก่ผู้พบเห็น
ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะไม่มีการอพยพโยกย้ายเมืองล่องตามลำน้ำแล้ว แต่คนน่านยังคงรักษา
และสืบทอดศิลปะการร่ายรำนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น
โดยมีการจัดแสดงฟ้อนล่องน่านตามเทศกาลงานบุญ หรืองานเฉลิมฉลองวัด
และการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองต่างๆ
สาหร่ายไก เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวเป็นพืชตระกูลหนึ่งที่คนลุ่มแม่น้ำน่านนำไปประกอบอาหารรับประทานได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการเก็บสาหร่ายไก
คือ
ช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายนโดยสาหร่ายไกปกติจะมีลักษณะเป็นเส้นยาวสีเขียวสดมีความยาว
1-2 เมตร ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในบริเวณที่เป็นหาดหินความลึกใต้ท้องน้ำลงไป 30-50
เซนติเมตร ในบริเวณที่มีสภาพน้ำที่ใสสะอาด และไหลเอื่อยๆ
โดยเฉพาะในเขตอำเภอท่าวังผา
สาหร่ายไกเป็นอาหารที่เชื่อว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงกินแล้วจะมีสุขภาพแข็งแรง
และอายุยืน คนริมน้ำน่านชอบรับประทานสาหร่ายไกกันมาตั้งแต่โบราณเดิมทีชาวบ้านนำมาปรุงทำเป็นห่อนึ่งไก
หรือห่อหมกไก และคั่วไก แต่ในปัจจุบันได้มีการแปรรูปสาหร่ายไก
เพื่อรับประทานได้ทุกฤดู เช่น การทำสาหร่ายไกตากแห้ง สาหร่ายไกอบแห้ง
สาหร่ายไกกระป๋อง
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรายังสามารถพบเห็นสาหร่ายไกสดวางจำหน่ายอยู่ทั่วไปตามตลาดในเขตเมืองน่าน
วิถีชีวิตดั้งเดิมบนสายน้ำน่านเหล่านี้ต่างดำรงอยู่คู่กับชาวน่านมาช้านาน
และยังคงดำเนินอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ลูกหลานชาวน่านยังคงไม่ลืมเลือนที่จะสืบสานวัฒนธรรมประเพณี
และตระหนักถึงคุณค่าของวิถีชีวิตอันเรียบง่าย
และงดงามเหล่านี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของสายน้ำน่านไม่ให้แห้งเหือดหายไปตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น